หากพูดถึง “บิทคอยน์ : bitcoin” สกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ในโลก คนวัย 40–50 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักว่าคืออะไร?? แต่ถ้าถามเด็กรุ่นใหม่ที่อายุตั้งแต่ 30 ปีลงมาที่อยู่ในโลกการลงทุน น่าจะรู้จัก “บิทคอยน์” ไม่มากก็น้อย “บิทคอยน์” เป็นที่รู้จักครั้งแรกเมื่อปี 52 ถูกสร้างโดยผู้ที่ใช้นามแฝงว่า “Satoshi Nakamoto” โดย Satoshi สร้างบิทคอยน์ขึ้นมาให้ถูกจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญบนโลกนี้ และออกแบบให้ “บิทคอยน์” ออกสู่ระบบลดลงครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี ดังนั้นมันจะถูกขุดจนครบ 21 ล้านเหรียญ ในปี พ.ศ.2683 หรืออีก 119 ปี จากปัจจุบันมีบิทคอยน์อยู่ในระบบ 19 ล้านเหรียญ
“บิทคอยน์” ถือเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน เพราะสร้างขึ้นบนเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ ใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นสื่อกลางในการทำธุรกรรม ทำให้ “บิทคอยน์” ไม่ได้รับการรับรองให้เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมายจากธนาคารกลางประเทศต่างๆทั่วโลก เพราะมองว่าไม่มี “มูลค่าที่แท้จริง” ในการชำระเงินซึ่งแตกต่างจากเงินสดหรือทองคำ
แต่ “บิทคอยน์” ได้รับความนิยมในโลกการลงทุนอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีในตลาดหุ้นแนสแดก รวมทั้งเฮดจ์ฟันด์ ได้ลงทุนใน “บิทคอยน์” จำนวนมาก หลังโควิด-19 ระบาดทั่วโลกรอบแรกมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจมหาศาล ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าและกังวลอัตราเงินเฟ้อขยับขึ้น จึงหาการลงทุนที่ทนทานจากเงินเฟ้อและเงินดอลลาร์ด้อยค่า “บิทคอยน์” จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
bitcoin คือ
ส่งผลให้ราคา “บิทคอยน์” ทะยานขึ้น จากที่เคยขึ้นไปสูงสุดเมื่อปี 60 ที่ 20,000 ดอลลาร์ และดิ่งลงมาต่ำสุดที่ 3,000 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.63 (วันที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงหนักจากวิกฤติโควิด) โดยในเดือน พ.ค.63 ราคาบิทคอยน์กลับ
ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วมาที่ 9,000 ดอลลาร์จากนั้นได้พุ่งขึ้นต่อเนื่องจนสิ้นปี 63 มาอยู่ที่ 29,287 ดอลลาร์ หรือ 878,610 บาท
เมื่อย่างเข้าปี 64 ราคา “บิทคอยน์” ยังคงร้อนแรงทุบสถิติ โดย 2 ม.ค.64 ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยได้โค้ดราคา “บิทคอยน์” เทียบเป็นเงินบาทแตะ 1 ล้านบาทเป็นครั้งแรก!! หลังราคาทะยานขึ้นมาเหนือ 30,000 ดอลลาร์ และมาแตะที่ 37,700 ดอลลาร์ในวันที่ 7 ม.ค. ก่อนกระโดดขึ้นมาที่ 41,950 ดอลลาร์ ในวันที่ 8 ม.ค. เพิ่มขึ้นกว่า 800% จากระดับต่ำสุดเมื่อเดือน มี.ค.63
และที่เขย่าวงการมากที่สุดเมื่อ “อีลอน มัสก์” เจ้าพ่อยานยนต์ไฟฟ้า มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลก แจ้งตลาด NASDAQ เมื่อ 8 ก.พ.64 ว่า เทสลา อิงค์ ได้ลงทุนใน “บิทคอยน์” กว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 45,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมเปิดรับชำระเงินด้วยบิทคอยน์ ส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนทั่วโลกถึงความเชื่อมั่นที่เทสลามีต่อ “บิทคอยน์” และสินทรัพย์ดิจิทัล จากนั้นราคา “บิทคอยน์” ก็วิ่งเป็นจรวดไปถึงดาวอังคาร ล่าสุดพุ่งไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 48,985 ดอลลาร์ หรือ 1.47 ล้านบาท ขานรับข่าว “BNY Mellon” ธนาคารเก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ ประกาศแผนเปิดให้บริการจัดเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับลูกค้าสถาบันภายในปีนี้
ส่วน Mastercard ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงิน ก็มีแผนให้ร้านค้าในเครือข่ายกว่า 29 ล้านร้านค้ารับชำระเงินดิจิทัลได้ปลายปีนี้ รวมถึง Amazon อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ เตรียมเปิดตัว “สกุลเงินดิจิทัล” ในเม็กซิโก ขณะที่ยังมีข่าวว่า “แอปเปิล” ก็กำลังเข้าถือครองบิทคอยน์เช่นกัน และล่าสุด PayPal เผยว่าต้องการเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล สำหรับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางประเทศต่างๆทั่วโลก
ขณะที่ยังมีความเห็นหลากหลายถึงทิศทางราคาหลายฝ่ายเตือนว่า ฟองสบู่ “บิทคอยน์” กำลังจะแตกเพราะราคาได้ขึ้นมาเกือบสูงสุดแล้ว อาจถึงรอบที่จะดิ่งลงรากเลือดเหมือน 2 รอบที่เคยเกิดขึ้นและยังชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้มูลค่ามาร์เกตแคปของ “บิทคอยน์” ในตลาดรวมทั้งโลก สูงกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่ามูลค่าของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯอย่างแอปเปิล หรือ Amazon และเจพีมอร์แกน
แต่ในอีกฟากมองว่า ราคาจะไปต่อได้อีก เพราะสหรัฐฯกำลังพิมพ์แบงก์ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกมโหฬาร ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปอีก ขณะที่ดอกเบี้ยยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ ต้องหาทางนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าถือเงินสด และหลายประเทศเริ่มมีกฎหมายรองรับ ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลมีระบบโครงสร้างที่มั่นคงมากขึ้น ขณะที่ยังมองว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล คือโอกาส ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของโลก และการลงทุนของเทสลาจะจุดชนวนให้นักลงทุนสถาบันอื่นๆตามเข้ามาลงทุนด้วย
สำหรับภาวะการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย พบว่าหลัง “บิทคอยน์” ทะยานทะลุ 1 ล้านบาท ดึงดูดให้นักลงทุนหน้าใหม่กระโดดเข้าสังเวียน โดยสำนักงาน ก.ล.ต.เปิดเผยว่า มีการ เปิดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสูงขึ้นมาก จากปลายปี 63 อยู่ที่ 1.6 แสนบัญชี ล่าสุดพุ่งแตะ 5 แสนบัญชีแล้ว!! โดย 50% เป็นผู้ที่มีอายุไม่เกิน 30 ปี และมีผู้ลงทุนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ที่พ่อแม่ต้องเซ็นรับรองการเปิดบัญชีให้ด้วยเหรียญที่ซื้อขายสูงสุดคือ Bitcoin และ Ethereum
“รื่นวดี สุวรรณมงคล” เลขาธิการ ก.ล.ต. ออกโรงเตือน ว่า อยากให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเยาวชนที่มีจำนวนมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่จะไม่เห็นการเข้ามาลงทุนในตลาดทุนของเยาวชนมากเหมือนทุกวันนี้ รวมทั้งผู้ปกครองรับรองการเปิดบัญชีแทนลูกว่า จำเป็นอย่างยิ่งต้องรู้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ มีการเก็งกำไรสูงและราคาผันผวนสูงมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น จึงต้องเข้าใจความเสี่ยง และยอมรับความสูญเสียทั้งเงินต้นบางส่วน หรือทั้งจำนวนได้!!